Browse By

All posts by admin

คิดบวก

คิดบวก คนคิดบวกจะเป็นคนที่ไม่เครียดและเป็นคนมองโลกในแง่ดี เมื่อเราไม่เครียดจะช่วยทำให้สมองปอดโปร่ง จิตใจแจ่มใส มีอารมณ์ดี มีผลช่วยทำให้งานการที่ทำสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี และที่สำคัญการเป็นคนอารมณ์ดีใครก็อยากอยู่ใกล้ ใครก็อยากคุยด้วย เพราะการคุยกับคนอารมณ์ดีจะทำให้ผู้ที่คุยรู้สึกดีไปด้วย และไม่รู้สึกเครียด เรามีวิธีช่วยฝึกให้คุณคิดบวกกันได้ง่ายๆ ยกตัวอย่างเช่น 1. เวลามีงานเข้ามาเยอะๆ ให้คิดซะว่าดีกว่าเราตกงาน บางคนอยากทำงานแต่กับไม่มีงานให้ทำ การมีงานทำหลายอย่าง ยังเป็นการโชว์ผลงานในช่วงปลายปีเวลาที่ต้องมีการคิดอัตราเงินเดือน หรือการคิดโบนัส รวมไปถึงการปรับตำแหน่งคนที่มีคนเยอะจะได้เปรียบคนที่ไม่ค่อยมีงานทำ และการที่หัวหน้าสั่งงานเรามากกว่าคนอื่น อีกสาเหตุก็เพราะคงดูแล้วว่าเรามีความสามารถพอที่จะทำงานได้ดีกว่าคนอื่นๆ 2. เวลาทำงานผิดพลาด ให้คิดซะว่าไม่มีใครไม่เคยทำอะไรผิด คนที่ไม่ทำอะไรผิดคือคนที่ไม่ทำอะไรเลย การทำงานผิดบางครั้งยังเป็นการช่วยเตือนความจำให้เราระมัดระวังในการทำงานครั้งต่อไปกันได้อีกด้วย 3. ไม่มีโอกาสได้ลาหยุด หรือไม่ค่อยมีเวลาพักผ่อน ให้คิดซะว่าตอนนี้ยังมีแรงอยู่ ร่างกายยังสมบูรณ์แข็งแรง ควรขยันขันแข็งทำงาน พอถึงช่วงที่อายุมากขึ้น ร่างกายเริ่มไม่ค่อยสมบูรณ์แข็งแรงเหมือนก่อน เอาไว้ช่วงนั้นค่อยหยุดพัก 4. ถ้าไม่ชอบงานที่ทำ หรือเบื่องาน ให้พยายามมองคนตกงาน หรือคิดถึงตอนช่วงที่เรายังหางานทำไม่ได้ และอยากเข้ามาทำงานในบริษัทที่ตัวเองสมัครอย่างมาก จะช่วยทำให้มีกำลังใจในการทำงานและอยากทำงานมากขึ้น เพราะการหางานใหม่บางครั้งจะน่าเบื่อกว่าการทำงานซะอีก เพราะต้องไปปรับตัวใหม่กับเพื่อนร่วมงาน

เคล็ดลับการทำงานอย่างมืออาชีพ

เคล็ดลับการทำงานอย่างมืออาชีพ 1. มีเป้าหมายที่ชัดเจน เมื่อท่านมีเป้าหมายที่ชัดเจนว่าท่านอยากให้ผู้อื่นมองว่าท่านเป็นคนอย่างไร และท่านเองอยากพัฒนาเป็นคนที่มีลักษณะอย่างไร เพื่อท่านจะเติบโตอย่างไร  2. กระตือรือร้น การกระตือรือร้นในงานที่เป็นกิจวัตร กระตือรือร้นในการทำสิ่งใหม่ๆ กระตือรือร้นในการทำงานที่ได้รับมอบหมาย มองว่าทุกงานที่ทำมีคุณค่า มีประโยชน์ทั้งต่อตนเอง เมื่อท่านกระตือรือร้นก็จะช่วยให้คนที่อยู่รอบๆ ตัวท่านกระตือรือร้นตามค่ะ 3. กล้าที่จะคิด ทำสิ่งใหม่ๆ (มี Growth Mindset)เมื่อท่านมีเป้าหมายที่ชัดเจนและกระตือรือร้น ท่านก็จะอยากที่จะทำสิ่งใหม่ๆ และกล้าที่จะเรียนรู้ไปทำไปค่ะ ท่านจะคิดถึงแนวทางใหม่ๆ ในการทำงานเดิมให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น หรือเสนอไอเดียใหม่ๆ ให้กับหัวหน้าหรือเพื่อนร่วมงาน 4. มีความรับผิดชอบ การที่ท่านเป็นคนมีความรับผิดชอบ สามารถส่งมอบงานได้ตามที่ได้รับมอบหมาย หรือเหนือกว่าที่มอบหมาย และเสร็จในกรอบเวลาที่กำหนด จะช่วยให้หัวหน้าและทีมงานรู้สึกปลอดภัย สบายใจที่จะทำงานด้วย และมีความเชื่อถือไว้ใจท่าน    5. รักการเรียนรู้และพัฒนาตนเองอยู่ตลอดเวลา การเรียนรู้และพัฒนาตนเองเป็นสิ่งสำคัญ เพราะทุกวันนี้มีความรู้และเทคโนโลยีใหม่ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา ท่านสามารถเรียนรู้ได้ทั้งความรู้ที่เป็นเชิงเทคนิคที่เกี่ยวกับงาน และเรียนรู้ทักษะต่างๆ จากผู้อื่น 6. มีทัศนคติที่ดีในแง่ของการเติบโต องค์กรมักเลือกคนที่มีทัศนคติที่ดีต่องาน

ใช้ตัวช่วย

ใช้ตัวช่วย

ใช้ตัวช่วย ยูโดและไอคิโดมีท่าทุ่มท่าหนึ่งที่เรียกว่า “ทุ่มกลางอากาศ”ท่านี้เป็นท่าที่ใช้ทุ่มคู่ต่อสู้ที่ตัวใหญ่โดยไม่ต้องออกแรงมาก เวลาที่ต้องทำงานใหญ่ คนหนุ่มสาวซึ่งมีประสบการณ์น้อยก็สามารถนำเทคนิดท่าทุ่มกลางอากาศไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพเวลาทำงานใหญ่จะต้องใช้แรงมาก แต่ว่าเราสามารถใช้เทคนิคท่าทุ่มกลางอากาศซึ่งอาศัยการเคลื่อนไหวขององค์กร อำนาจ และข้อมูลข่าวสารภายในองค์กรเป็นตัวช่วยขับเคลื่อนงานใหญ่ได้ ตัวผมเองก็เคยมีประสบการณ์การปฏิรูประบบบริหารงานบุคคลโดยอาศัยความช่วยเหลือจากพนักงานในบริษัท ตัวอย่างเทคนิคท่าทุ่มกลางอากาศคือการใช้ข้อมูลเพื่อยืนยันว่า “ข้อมูลว่าไว้อย่างนั้น ผมไม่ได้พูดเอาเองนะครับ” หลังจากใช้ประโยคนี้คุมผู้มีอำนาจตัดสินใจที่แท้จริงแล้ว ก็สำทับต่อด้วยการพูดว่า “ทำตามนโยบายของคุณ00” สิ่งสำคัญในการบรรลุเป้าหมายคือ การคิดหาวิธีเข้าใกล้เป้าหมายที่วางไว้ด้วยระยะทางที่สั้นที่สุดและใช้แรงน้อยที่สุดอยู่เสมอ บางคนอาจจะรู้สึกว่าเทดนิดท่าทุ่มกลางอากาศเป็นวิธีที่ออกจะขี้โกงและรู้สึกตะขิดตะขวงใจจนไม่กล้าใช้ แต่จริง ๆแล้วมันเป็นตัวช่วยให้บรรลุเป้าหมายได้อย่างดีเลยล่ะครับ สร้างความสมดุลระหว่างชีวิตส่วนตัวกับชีวิตการทำงาน ความสมดุลระหว่างชีวิตส่วนตัวกับชีวิตการทำงานเป็นคำที่ใช้กันอย่างแพร่หลายมากในปัจจุบัน ถ้าพูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือแนวคิดที่ว่า “จงทำงานและใช้ชีวิตส่วนตัวอย่างเต็มที่” ช่วง 15 ปีมานี้อุปกรณ์ไอทีเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น พนักงานเลิกผูกมัดตัวเองกับการนั่งทำงานที่บริษัท เพราะถ้าสามารถจัดสรรเวลาเข้าประชุมได้ ก็จะสามารถไปส่งลูกที่โรงเรียนอนุบาลได้ หรือกลับบ้านไปทานอาหารเย็นพร้อมหน้าพร้อมตากับครอบครัวได้เหมือนกัน การหาทางให้ตัวเองได้กลับบ้านไปกินข้าวเย็น อาบน้ำและผ่อนคลายอิริยาบถก่อนแล้วค่อยทำงานต่อ จะช่วยให้คุณทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าการนั่งอยู่ที่บริษัทเป็น แม้จะทำงานแบบหามรุ่งหามค่ำเหมือนกัน แต่คนที่หอบงานกลับไปทำที่บ้านซึ่งจะอาบน้ำเมื่อไหร่ก็ได้ ได้เข้านอนเวลานาน ๆ ทันทีที่งานเสร็จ และได้รับกำลังใจจากการพบเจอกับคนในครอบครัว งานย่อมออกมามีคุณภาพมากกว่า อีกทั้งมีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดีกว่าเมื่อเทียบกับคนที่ทำงานจนดึกดื่นกินข้าวมื้อดึกในออฟฟิศตอนไม่มีใครอยู่ และเปิดไฟหรือเครื่องปรับอากาศได้ไม่เต็มที่

ตื่นตระหนก(Panic)

ตื่นตระหนก(Panic)

ตื่นตระหนก(Panic) เวลามีปัญหาประดังกันเข้ามา ไม่ว่าใครก็ต้องสะดุ้งสะเทือนกันบ้างล่ะครับ แต่ถ้าคุณรู้สึกประหม่า คุณจะไม่สามารถตัดสินใจหรือรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างถูกวิธี ผมเคยเห็นคนที่กระวนกระวายหรือร้อนรนจนเป็นอุปสรรดต่อการสื่อสารกับคนอื่นมานักต่อนักแล้ว ทว่ายังมีบางคนที่รับมือกับสถานการณ์ได้ดีรอบตัวผมมีแต่คนที่สามารถทำงานอย่างมีสติท่ามกลางอุปสรรคต่าง ๆ ทำให้ผมอดคิดไม่ได้ว่า “ทำไมเขาถึงยิ้มได้ในสถานการณ์แบบนี้นะ”คำพูดติดปากของคนแบบนี้คือ “มันไม่ถึงกับตายหรอก”คุณจะบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ก็ต่อเมื่อคุณสามารถควบคุมตัวเองและพิจารณาความร้ายแรงของสถานการณ์ได้อย่างมีสติ แล้วหาคำตอบว่าตอนนี้ควรทำอะไร สิ่งที่คุณต้องระมัดระวังเป็นอันดับแรกคืออย่าตื่นตระหนกเพราะมันไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น คุณต้องลงมือทำอะไรสักอย่างเป็นการด่วน ดังนั้น คุณต้องมีสติสุภาพบุรุษชาวอังกฤษจะได้รับการอบรมและปลูกฝังแนวคิด “Don’t Panic (อย่าตื่นตระหนก)” ตั้งแต่อายุยังน้อย ดังนั้น พวกเขาจึงมีภาพลักษณ์ที่สุขุมเยือกเย็น คุณต้องหมั่นเตือนสติตัวเองว่า “จริง ๆ แล้วปัญหาทั้งหมดไม่ใช่เรื่องใหญ่” พอเกิดปัญหาขึ้นจริง ๆ อารมณ์ของคุณจะกลับสู่ภาวะปกติได้ทันที และสามารถรับมือกับมันได้อย่างมีประสิทธิภาพ กำหนดวิธีคลายเครียดคนเรามีวิธีรับมือกับความเครียดมากมาย เช่น “แก้ไขที่ต้นเหตุของความเครียด” หรือ “พยายามไม่เครียด” แต่ผมขอแนะนำวิธี “คลายเครียด” แบบเฉพาะหน้าซึ่งไม่ต้องลงทุนลงแรงอะไรเลย แต่ละคนมีวิธีคลายเครียดแบบเฉพาะหน้าที่แตกต่างกันไป ให้คุณเตรียมหาวิธี “คลายเครียดในแบบของตัวเอง”ไว้หลาย ๆ วิธีเมื่อคุณเครียด คุณย่อมไม่มีเวลาหรือกะจิตกะใจมาคิดหาวิธีคลายเครียดแน่นอน คุณจึงควรเตรียมวิธีคลายเครียดที่สามารถทำได้ทันทีที่รู้สึกเครียดขึ้นมา

พี่เลี้ยง(Mentor)

พี่เลี้ยง(Mentor)

พี่เลี้ยง(Mentor) ในบางกรณีคุณอาจลำบากใจที่จะปรึกษาหัวหน้าหรือเพื่อนร่วมทีมเกี่ยวกับความทุกข์ในการทำงาน ถ้าจะพูดกับคนในครอบครัวหรือเพื่อนก็คงไม่เข้าใจ และคุณก็ไม่อยากให้พวกเขาเป็นห่วงด้วย คุณพอจะนึกถึงคนที่สามารถเป็นที่ปรึกษาให้กับคุณได้สักกี่คนครับ เราเรียกคนที่เป็นที่ปรึกษาให้คุณได้ว่าพี่เลี้ยง โดยทั่วไปแล้วพี่เลี้ยงคือคนที่คุณนับถือซึ่งไม่มีส่วนได้ส่วนเสียใด ๆ กับคุณ เช่น หัวหน้าเก่า ลูกค้าเก่า อาจารย์หรือรุ่นพี่สมัยเรียน ส่วนใหญ่พวกเขามักจะมีประสบการณ์ชีวิตมากกว่าคุณ ตัวผมเองก็มีพี่เลี้ยงอยู่หลายคน ซึ่งแต่ละคนจะเป็นที่ปรึกษาในเรื่องที่แตกต่างกันไปเวลาผมไปขอคำปรึกษาจากพี่เลี้ยง บางครั้งก็ได้คำดอบ บางครั้งก็ไม่ได้คำตอบ แต่การเล่าเรื่องทุกข์ใจก็ช่วยให้ผมคลายความเครียดได้บ้าง บางครั้งผมได้ฟังประสบการณ์ที่สามารถใช้เป็นแนวทางในการแก้ปัญหา บางครั้งก็ได้งานหรือได้รู้จักคนใหม่ ๆ หรือไม่ก็ได้รับกำลังใจอย่างเต็มเปี่ยม ตัวผมเองเวลาได้ให้คำปรึกษาใครผมจะรู้สึกปลาบปลื้มใจ ความรู้สึกอยากช่วยเหลือผู้ที่กำลังมีความทุกข์นั้น คือความมีมนุษยธรรม คุณไม่ต้องเกรงใจเวลาไปขอคำปรึกษาจากพี่เลี้ยง เพราะว่าเขาเองก็มีพี่เลี้ยงเหมือนกัน พี่เลี้ยงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการบรรลุเป้าหมาย คุณไม่ต้องถึงกับขอร้องให้ใครสักคนมาเป็นพี่เลี้ยงให้อย่างเป็นทางการ เช่น “ช่วยเป็นพี่เลี้ยงให้หน่อยนะครับ”แค่คุณรู้สึกกับเขาแบบนั้น เขาก็กลายเป็นพี่เลี้ยงของคุณไปโดยอัตโนมัติแล้ว วางปัญหาไว้ที่เดสก์ท็อปของความคิดเสมอวินาทีที่อาร์คิมิดีสหรือนิวตันคันพบทฤษฎีอันโด่งดัง พวกเขาไม่ได้นั่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน การสร้างไอเดียแปลกใหม่ขณะอาบน้ำหรือเดินเล่นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อย ๆ ในชีวิตของเรา เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการทำงาน คุณควรวางปัญหาไว้ในใจเสมอ เมื่อคุณพบเห็นปรากฏการณ์ที่ดูเหมือนจะไม่เกี่ยวข้องกันอย่างน้ำลันจากอ่างอาบน้ำหรือผลแอปเปิลร่วงจากต้น แล้วเชื่อมโยงมันเข้ากับปัญหาของตัวเองทันที คุณจะสามารถสร้างไอเดียได้ดีขึ้นและมากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้คุณบรรลุเป้าหมายได้ง่ายขึ้นตามไปด้วยผมเรียกสิ่งนี้ว่า “การวางปัญหาไว้ที่เดสก็ท็อปของความคิด”

อย่าเปรียบเทียบ

อย่าเปรียบเทียบ

อย่าเปรียบเทียบ ตัวคุณกับคนอื่น คำว่า “ที่ 1 ในรุ่นเดียวกัน” เป็นคำที่สะท้อนค่านิยมของสังคมการทำงานได้ดี เวลาเรานึกถึงเรื่องหน้าที่การงาน การเปรียบเทียบกับคนรอบข้างอย่างการได้อยู่ในตำแหน่งสูงที่สุดเมื่อเทียบกับคนรุ่นเดียวกัน หรือการได้เป็นผู้จัดการแผนกที่อายุน้อยที่สุดนั้นเป็นเกณฑ์การประเมินที่เข้าใจได้ง่ายที่สุด ในยุดสมัยที่การสร้างคนเก่งยังเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาการแข่งขันกับคนในรุ่นเดียวกันจึงเป็นสิ่งที่มีความหมาย ตำนานความสำเร็จของรุ่นพี่อย่างเช่น “สมัยฉันอายุเท่านาย ฉันได้เป็นผู้จัดการแผนกแล้ว” ก็มีความหมายเช่นกัน ทว่าโลกปัจจุบันหมุนไปอย่างรวดเร็ว การดำเนินงานของบริษัทสมัยที่เราเข้าไป่ทำเมื่อครั้งเรียนจบใหม่ ๆ จะแตกต่างจากในอีก 10 ปีต่อมาอย่างสิ้นเชิง เมื่อสภาพแวดล้อมในการทำงานเปลี่ยนไป เกณฑ์การประเมินก็เปลี่ยนตามไปในยุคสมัยนี้การเปรียบเทียบกับเพื่อนรุ่นเดียวกันหรือรุ่นพี่ไม่ได้มีความหมายอะไรเลย หน้าที่การงานเป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของชีวิต ไม่มีหลักเกณฑ์ใดที่ใช้วัดได้อย่างเป็นกลางว่าชีวิตจะประสบความสำเร็จหรือไม่เอาเป็นว่าเกณฑ์สำคัญคือคุณสนุกกับสิ่งที่ทำอยู่หรือเปล่า หรือบางคนอาจจะยึดแนวคิดที่ว่า “มีความสุขหรือไม่” เป็นเกณฑ์วัดการเปรียบเทียบส่วนหนึ่งของชีวิตตัวเองกับคนอื่นนั้นเป็นเรื่องน่าขัน ถ้าถามว่าเปรียบเทียบหน้าที่การงานกับคนอื่น แล้วตัวเองได้อะไร แน่นอนว่าไม่ได้อะไรเลย มีแต่จะอิจฉาตาร้อนหรือรู้สึกไม่พอใจเสียเปล่า ๆ หากคุณตั้งเป้าหมายการทำงานและพยายามไปให้ถึง สักวันหนึ่งคุณจะรู้สึก “สนุก” กับการทำงานอย่างแน่นอน คนที่สนุกกับการทำงานย่อมมีคนเห็นคุณค่า ขอแค่คุณเดินไปตามจังหวะชีวิตของตัวเองอย่างไม่เร่งรีบก็พอ รู้เท่าทันความคิดของตัวเองสุภาษิตญี่ปุ่นบทหนึ่งกล่าวว่า “คนเรามีนิสัยแย่ ๆ ด้วยกันทั้งนั้น”นิสัยแย่ ๆ ที่ว่านี้หมายถึงคำพูดหรืออากัปกิริยาที่คนอื่นสามารถสังเกตเห็นได้

เคล็ดลับการบรรลุเป้าหมาย

เคล็ดลับการบรรลุเป้าหมาย

เคล็ดลับการบรรลุเป้าหมาย อย่าสร้างขีดจำกัดให้ตัวเอง หากคุณรู้สึกว่าทั้ง ๆ ที่ตัวเองมีความรู้และทักษะดีอยู่แล้วแต่ก็ยังทำผลงานได้ไม่น่าประทับใจ แสดงว่าคุณมีปัญหาเรื่องกรอบความคิดแล้วล่ะครับ ลองเปลี่ยนแปลงวิธีคิดเพียงเล็กน้อยดูสิ มันอาจจะเกิดประโยชน์ต่อชีวิตของคุณอย่างมหาศาลเลยก็ได้ เคยไหมครับเวลาที่คุณ “อยากจะลองท้าทาย” แต่ก็ต้องตัดใจเพราะว่า “ในโลกแห่งความจริงคงเป็นไปไม่ได้” หรือ “เป็นการฝันไกลเกินตัว” หรือคุณเคยตัดใจเพราะถูกคนอื่น “ตัดสิน” ตัวคุณว่า “ทำไม่ได้หรอก” หรือ “เป็นไปไม่ได้หรอก” ไหมครับ คนรอบข้างจะ “ตัดสิน” ความมุ่งมั่นอันแรงกล้าของคุณในหลาย ๆ รูปแบบ เริ่มตั้งแต่การแสดงความคิดเห็นในแง่ลบอย่างการดูถูก ไปจนถึงการแสดงความเป็นห่วงเป็นใยอย่างแท้จริง หรือการให้ดำแนะนำอย่างจริงใจ เพื่อให้คุณมีพัฒนาการที่ดีขึ้น แต่ว่าผมจะไม่ใส่ใจ “คำตัดสินจากปากคนอื่น”เหล่านี้ คุณครูที่สอนผมตอนอยู่ชั้นมัธยมปลายเคยถามผมว่า “เธอรู้ไหมว่ากุญแจสำคัญที่จะพาเธอเข้าไปเรียนในมหาวิทยาลัยที่เธอใฝ่ฝันคืออะไร” จากนั้นท่านก็พูดว่า “ครูจะบอกให้นะ มันง่ายมาก แค่เธอคิดว่า ‘อยากจะเข้า’ ก็พอ ครูไม่รู้หรอกว่าถ้าเธอคิดว่าอยากจะเข้าแล้วจะเข้าได้จริง ๆหรือเปล่า แต่ถ้าเธอไม่เคยคิดว่าอยากจะเข้าตั้งแต่แรก เธอจะไม่มีวันได้เรียนที่นั่นอย่างแน่นอน” ถ้าคุณไม่

ความคิดเห็น (Commemts)

ความคิดเห็น (Commemts)

ความคิดเห็น (Commemts) แยกคำบ่นออกจากความคิดเห็นคุณรู้ถึงความแตกต่างระหว่าง “คำบ่น” กับ “ความคิดเห็น” หรือเปล่าครับพจนานุกรมได้ให้คำนิยามไว้ดังนี้ คำบ่น : การคร่ำครวญถึงเรื่องที่พูดไปก็เปล่าประโยชน์ความคิดเห็น : การยืนกรานความคิดหรือสิ่งที่อยู่ในใจที่มีต่อปัญหาหนึ่งผมขออธิบายง่าย ๆ ว่าคำบ่นจะ “ไม่นำไปสู่การกระทำในขั้นต่อไป” ในทางกลับกันความคิดเห็นจะ “นำไปสู่การกระทำในขั้นต่อไป” เช่น การปรับปรุงหรือการเสนอข้อมูลบางกรณีที่เราไม่พอใจหรือร้องเรียนอะไรบางอย่าง ถ้าเราชี้แนะวิธีแก้ไขไปด้วย “คำบ่น” ก็จะกลายเป็น “ความคิดเห็น” ถ้าคุณแสดงความคิดเห็นในทีมว่า “ควรทำอย่างไรต่อไป” แทนที่จะเอาแต่พร่ำบ่น ทีมก็จะเดินหน้าต่อไปได้ ถ้าอย่างนั้นคำบ่นก็เป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นเลยน่ะสิจริง ๆ แล้วผมคิดว่ามันเป็นสิ่งจำเป็น เพราะว่าในคำบ่นมีความในใจของเพื่อนร่วมทีมแฝงอยู่ ดังนั้น คำบ่นที่คุณได้ยินจึงเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญในการประเมินความเสี่ยงหรือทำความเข้าใจสถานการณ์ในปัจจุบัน โดยเฉพาะคนที่เป็นหัวหน้าทีม ขอให้คิดเสียว่าการฟังลูกทีมบ่นเป็นหน้าที่อย่างหนึ่ง หลังจากฟังลูกทีมบ่นจนจบแล้ว หัวหน้าทีมต้องปรึกษากับลูกทีมว่า “ควรทำอย่างไรต่อไป” เพื่อเปลี่ยนคำบ่นให้เป็นความคิดเห็น ปกติแล้วลูกทีมจะคิดว่าการบ่นหัวหน้าทีมเป็นเรื่องที่ควรระวัง แต่ผมคิดว่าการบ่นหัวหน้าทีมให้คนที่ไว้ใจได้ฟังบ้าง ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่จะมาเป็นหัวหน้าทีมคนต่อไปควรรู้ว่าลูกทีมไม่พอใจอะไรในตัวหัวหน้าทีมคนปัจจุบัน นี่คือคุณลักษณะอย่างหนึ่งของการทำงานเป็นทีมที่แข็งแกร่ง สวมวิญญาณกิ้งก่าเรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้เป็นข้อสรุปที่ผมได้มาจากประสบการณ์ส่วนตัวในการทำงานร่วมกับบริษัทหลายแห่ง

เคล็ดลับการทำงานเป็นทีม3

เคล็ดลับการทำงานเป็นทีม3

เคล็ดลับการทำงานเป็นทีม3 สอนงานคนอื่นเพื่อพัฒนาตัวคุณเอง ปีเตอร์ ดรักเกอร์ บิดาแห่งการจัดการสมัยใหม่เคยกล่าวไว้ว่า”การสอนงานคนอื่นคือการเรียนรู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด” เวลาสอนงานคนอื่น ถึงแม้จะเป็นงานที่คุณทำอยู่ทุกวัน คุณก็ต้องอธิบายแต่ละขั้นตอนในการทำงานนั้น ๆ ให้เขาฟัง ในขณะที่อธิบาย คุณต้องใช้กระบวนการวิเคราะห์ ตามหลักเหตุผลแล้วนำมาประกอบกันเพื่อให้คนอื่นเข้าใจได้ง่ายขึ้น กระบวนการวิเคราะห์แบบนี้จะช่วยให้ตัวคุณเอง เข้าใจขั้นตอนในการทำงานได้ดียิ่งขึ้น บางครั้งยังอาจทำให้มองเห็นส่วนที่ยังบกพร่องแล้วลงมือแก้ไขได้ทัน ตัวผมเองก็มีประสบการณ์ในเรื่องนี้ สมัยที่ผมเป็นนักกีฬามหาวิทยาลัย ผมได้ให้คำแนะนำรุ่นน้องที่เข้ามาใหม่ พอเรียนจบก็ได้ทำงานในตำแหน่งที่ฝึกอบรม ผมรู้สึกว่าประสบการณ์เหล่านั้นเป็นเรียนรู้ที่ดีที่สุดสำหรับตัวผมเอง เพราะสิ่งที่ผมได้เรียนรู้ส่งผลต่อการแข่งขันกีพาและการทำงานของผมในเวลาต่อมายิ่งไปกว่านั้น การสอนงานคนอื่นหมายถึงการพัฒนาความสามารถของคนรอบตัวคุณ ทีมจึงทำผลงานได้ดีขึ้น เมื่อผลงานของทีมอยู่ในระดับสูง คุณซึ่งเป็นสมาชิกคนหนึ่งในทีมก็จะได้ทำงานในระดับที่สูงขึ้นไปด้วย กล่าวคือ การสอนงานคนอื่นดูเหมือนเป็นการทำเพื่อเพื่อนร่วมทีม แต่จริง ๆ แล้วมันจะส่งผลดีย้อนกลับมาหาตัวคุณเองมีคำกล่าวว่า “ความเห็นอกเห็นใจไม่ได้มีไว้เพื่อคนอื่น” การสอนงานคนอื่นก็เช่นเดียวกัน มันอาจดูเหมือนเป็นการทำเพื่อคนอื่น แต่ที่จริงแล้วเป็นการทำเพื่อตัวคุณเองต่างหาก การคิดว่า “ไอ้หมอนี่ใช้ไม่ได้”เป็นการประกาศความพ่ายแพ้ เราทุกคนต่างก็เคยประเมินด่าคนอื่นโดยไม่สนว่าเราจะมีสิทธิ ประเมินผู้อื่นหรือไม่ ไม่ว่าใครก็คงจะเคยวิพากษ์วิจารณ์คนอื่นอย่าง “คนนั้นทำงานได้ดี” หรือ “คนนั้นทำงานเก่ง” กันมาบ้าง ในบรรดาคำวิพากษ์วิจารณ์

เคล็ดลับการทำงานเป็นทีม 2

เคล็ดลับการทำงานเป็นทีม 2

เคล็ดลับการทำงานเป็นทีม 2 กล้าที่จะมอบหมายงาน ตอนที่ลูกผมยังเล็ก ผมได้วางแผนวิธีรับมือเวลาที่ลูกหกลัมไว้ก่อนแล้วอันดับแรกคือผมจะดูท่าล้ม จากนั้นดูความปลอดภัยโดยรวม ถ้าดูแล้วไม่น่ามีปัญหาอะไร ผมก็จะดูอยู่เฉย ๆ ผมจะไม่วิ่งเข้าไปอุ้มลูกโดยเด็ดขาด แน่นอนว่าผมก็เหมือนคุณพ่อหลายคนที่วินาทีที่เห็นลูกหกลัม แขนขาของผมจะขยับไปหาลูกโดยอัตโนมัติ แต่ผมก็พยายามทำใจแข็งไม่เข้าไปหาลูก พอทำแบบนั้นไปเรื่อย ๆ ถ้าไม่เจ็บมากจริง ๆ ลูกก็จะไม่ร้องไห้หรือร้องขอความช่วยเหลือ แต่จะลุกขึ้นมาเองราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นและเล่นต่อไป (แล้วก็หกลัมอีก) หัวหน้าทีมก็เช่นเดียวกัน สาเหตุที่ทำให้องค์กรหยุดชะงักมีมากมาย ถ้าหัวหน้าทีมเข้าไปเจ้ากี้เจ้าการกับลูกทีมมากเกินไป ทีมจะทำผลงานได้ไม่ดี องค์กรหยุดชะงักมีสาเหตุมาจากหัวหน้าทีมและลูกทีม ถ้าหัวหน้าทีมเข้าไปยุ่งวุ่นวายทุกเรื่อง ลูกทีมจะไม่มีโอกาสเติบโต มิหนำซ้ำพวกเขาจะติดนิสัยขอความช่วยเหลือไปเสียทุกเรื่อง นอกจากนี้ ข้อจำกัดเรื่องเวลาและขีดความสามารถที่หัวหน้าทีมเป็นผู้กำหนดจะทำให้ลูกทีมดำเนินงานไม่คล่องตัว สำหรับอดีตลูกทีมคนเก่งที่เพิ่งได้เลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้าทีมครั้งแรกต้องระวังหลุมพรางของการเป็นคนเจ้ากี้เจ้าการเอาไว้ให้ดี ไม่แปลกที่หัวหน้าทีมจะเกิดความรู้สึกว่า “ทนดูไม่ไหวแล้ว” หรือ “ทำเองจะเร็วกว่า” แต่ถ้ามอบหมายงานให้ลูกทีมไปแล้วก็ต้องไว้ใจให้พวกเขาทำงานจนเสร็จ เป็นกังวลโดยไม่ยื่นมือเข้ามาช่วยไปซะทุกเรื่องเราทุกคนเติบโดขึ้นมาได้ก็เพราะมีคนที่เฝ้าดูเราอย่าง คว้าลูกวอลเลย์บอลที่เอื้อมถึงเวลาที่เราทำงานกันเป็นทีมมักจะเหลืองานที่ไม่มีใครแตะเพราะแต่ละคนคิดว่า “นั่นไม่ใช่งานของฉัน” เรื่องนี้เปรียบได้กับ “จุดเกรงใจ” ในกีฬาวอลเลย์บอล ซึ่งหมายถึงลูกวอลเลย์บอลที่ข้ามตาข่ายมาแล้วดกพื้นเนื่องจากผู้เล่นเกี่ยงกันรับ เคล็ดลับการป้องกันการเกิดจุดเกรงใจแบ่งเป็น 2